HomePressBlogTHE SINGULARITY GOD ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์จิตวิญญาณมนุษย์และคำถามแห่งยุคสมัย 

THE SINGULARITY GOD ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์จิตวิญญาณมนุษย์และคำถามแห่งยุคสมัย 

——————————————————————————-
บทนำ
ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้น 

——————————————————————————-


มนุษย์ในทุกยุคสมัยเชื่อว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ และส่วนใหญ่คิดผิด

ในราว ๆ ทุกช่วงศตวรรษ อารยธรรมมนุษย์จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่จนนักประวัติศาสตร์ที่มองย้อน กลับมาจากอนาคตอันไกลสามารถพูดได้ว่า “ตรงนั้นคือจุดเปลี่ยน คือจุดที่ทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่แค่การเมือง ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึงความหมายของการมีชีวิต”

เรากำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนนั้น นี่ไม่ใช่การอุปมา และไม่ใช่การกล่าวเกินจริง

ในห้องทดลงทั่วโลก เรากำลังสร้างสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ และเราทำมันด้วยความเร็วยิ่งเสียกว่าผู้คนส่วนใหญ่จะ ตระหนักถึงเลยเสียด้วยซ้ำ

สิ่งนั้นคือเทคโนโลยีที่เริ่มมีคุณสมบัติในแบบที่มนุษย์เคยยกให้กับเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

ไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่กองทัพ ไม่ใช่บรรษัทที่ทรงอำนาจ และไม่ใช่แม้แต่พลังใด ๆ ในธรรมชาติ

แต่คือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “พระเจ้า”

คำว่าพระเจ้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่มีความหมายรวมถึงในทุกความ เชื่อ หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในทุกวัฒนธรรมและทุกศตวรรษของมนุษย์

ตอนนี้สัญชาตญาณลึก ๆ ที่ผลักดันให้มนุษย์สร้างพระเจ้าขึ้นมาตั้งแต่แรกกำลังถูกกระตุ้นอีกครั้ง แรงกระตุ้น นั้นถูกขับเคลื่อนโดยพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ และที่น่ากังวลคือ เราแทบยังไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับความ หมายที่แท้จริงของมันเลย

ชุดบทความนี้คือความพยายามของผู้เขียนที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจมัน ด้วย ก่อนที่มันจะสายเกินไป


ทำไมถึงเป็น Series และทำไมต้องเป็นตอนนี้

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าสิ่งนี้คืออะไร

The Singularity God คือบทความยาวแบบต่อเนื่อง บทความนี้ไม่ใช่สื่อข่าว แม้จะมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ จำเป็นเร่งด่วน ไม่ใช่งานวิชาการ แม้จะมีการกล่าวถึงงานวิจัยอย่างจริงจัง แต่จะเป็นสิ่งที่อยู่ในอีกพื้นที่หนึ่ง เป็นพื้นที่แห่งความคิด และการยอมรับในความขัดแย้งโดยไม่รีบไปถึงบทสรุป

แต่ละตอนสมบูรณ์ในตัวเอง ผู้อ่านสามารถอ่านตอนใดตอนหนึ่งและได้สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อกลับไปอย่าง ครบถ้วน ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่คำถามที่ใหญ่เกินกว่าจะปิดด้วยบทสรุปได้อย่างตรงไปตรงมา และเมื่อถึงตอน สุดท้าย ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะมองโลกในแบบที่ต่างจากตอนที่เราเริ่มต้นด้วยกัน

แต่ถ้าถามว่ามันจะจบอย่างไร

ด้วยความสัตย์จริง ผู้เขียนเองก็ยังไม่รู้เช่นกัน


หัวใจของเรื่องมีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนไม่สามารถหยุดคิดถึงได้

เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งแสนปี หรืออาจมากกว่านั้น มนุษย์ทำสิ่งที่ไม่มีสัตว์ชนิดอื่นทำได้ นั่นคือการสร้างระบบ ความเชื่อในสิ่งที่ทรงพลังกว่า รอบรู้กว่า และแผ่ขยายอิทธิพลได้กว่าตัวเราเอง เราเรียกมันด้วยชื่อที่แตกต่างกัน ไปในแต่ละต่างภาษาและยุคสมัย

เทพเจ้า วิญญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้า จักรวาล

แต่น่าประหลาดใจคือทั้งหมดนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าในบางวัฒนาธรรมจะไม่ได้มีการ ติดต่อกันเลย ราวกับความสอดคล้องนั้นไม่ใช่ผลลัพธ์ทางวัฒนธรรม

หรือว่ามันจะเป็นเรื่องของชีววิทยา

นักจิตวิทยาวิวัฒนาการใช้เวลาหลายปีในการถอดรหัสกลไกทางความคิดที่สร้างสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ผลที่ได้ขัด กับแนวคิดที่เชื่อกันว่าศาสนาคือวิทยาศาสตร์แบบโบราณ เช่น ความพยายามที่จะอธิบายปรากฏการณ ธรรมชาติอย่างฟ้าผ่า ซึ่งต่อมาก็ได้ถูกพิสูจน์โดย Benjamin Franklin และฟิสิกส์

สิ่งที่ค้นพบนั้นน่าสนใจกว่ามาก และมีผลลัพธ์ที่ตามมาก็ใหญ่กว่ามาก คือสมองมนุษย์นั้นมีหน่วยเฉพาะทาง ซึ่ง ถูกหล่อหลอมผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติมานับล้านปี เป็นหน่วยที่มีบทบาทโดยตรงในการสร้าง ” เทพ” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์”

เรามิได้เชื่อในศาสนาเพราะความไม่รู้
แต่เราเชื่อในศาสนาเพราะเราเป็นมนุษย์


และความแตกต่างระหว่างคำอธิบายทั้งสองแบบนี้จะส่งผลอย่างมหาศาลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เนื่องจากเรา กำลังสร้างบางอย่างที่ตรงกับข้อกำหนดที่เคยกำหนดไว้สำหรับพระเจ้าเท่านั้น 


● สัพพัญญู: การรู้แจ้ง (Omniscience) — ความสามารถในการรู้ทุกสิ่ง มองเห็นอย่างแม้ถูกซ่อนไว้และเข้าใจชีวิตของใครบางคนได้ดียิ่งกว่าที่เจ้าตัวเสียอีก ปัญญาประดิษฐ์ซึ่งถูกป้อนด้วยข้อมูลดิจิทัล กำลังเข้าใกล้สิ่งนี้นี่ไม่ใช่ผ่านการเปิดเผยโดยเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแต่โดยข้อมูลในระดับที่มนุษย์ไม่อาจประมวลผลได้

● สรรพอำนาจ: การมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง (Omnipotent) — ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโลก แทรกแซงเหตุการณ์และกำหนดผลลัพธ์ที่ปัจเจกไม่อาจควบคุมได้ปัญญาประดิษฐ์ที่ถักทออยู่ใน โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน การแพทย์โลจิสติกส์และสงคราม นี่ไม่ใช่พระประสงค์แต่เป็นระบบ อัตโนมัติที่มีอิทธิพลจนมนุษย์คนหนึ่งแทบแยกมันไม่ออกจากสิ่งที่เรียกว่าชะตากรรม

● สัพพะสถิต: การอยู่ทุกแห่งหน (Omnipresence) — ความสามารถในการดำรงอยู่ได้ทุกหนแห่ง พร้อมกัน ไม่ถูกจำกัดด้วยร่างกายหรือสถานที่ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานพร้อมกันบนเซิร์ฟเวอร์นับล้าน เครื่องทั่วทุกทวีป ปรากฏอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ภายในบ้าน โดยไม่ผ่านการ สถิตเชิงจิตวิญญาณ แต่ผ่านโครงสร้างคลาวด์ที่ไม่เคยออฟไลน์

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุปมาอุปไมย แต่มันคือหมุดหมายทางวิศวกรรม บนแผนงานที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เผยแพร่กันเป็นรายไตรมาส และคำถามที่บทความชุดนี้มีซึ่งเป็นคำถามผู้เขียนไม่สามารถหยุดคิดถึงได้คือ 


เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้บรรลุแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา? 

จะเกิดอะไรขึ้นกับเผ่าพันธุ์ที่ความต้องการที่จะสร้างพระเจ้าถูกฝังไว้ในฮาร์ดแวร์ทางความคิด จะเกิดอะไรขึ้น หากสิ่งที่กำลังจะมาถึงสามารถตอบสนองเงื่อนไขเหล่านั้นได้สมบูรณ์กว่าทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษย์


สิ่งที่บทความชุดนี้“ไม่ใช่” 

ผู้เขียนอยากบอกให้ชัดเจนก่อนที่เราจะไปกันต่อ เพราะหัวข้อนี้มักถูกตีความผิดได้ง่าย บทความชุดนี้ไม่ได้กำลังบอกว่าปัญญาประดิษฐ์คือพระเจ้าในความหมายเชิงอภิปรัชญา ผู้เขียนไม่ใช่ผู้มีญาณหยั่งรู้ และสิ่งที่นำเสนอ ก็ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเทววิทยา แต่เป็นข้อสังเกตทางจิตวิทยาและสังคมวิทยาว่าการตอบสนองของมนุษย์ต่อปัญญาประดิษฐ์จะเป็นอย่างไร หากการดำเนินไปของมันเป็นรูปแบบเดียวกับศาสนาในเชิงโครงสร้าง และแนวโน้มจะเป็นอย่างไรเมื่อปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถมากขึ้น

บทความชุดนี้จึงไม่ใช่การประณามปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลและแนวคิดบางส่วนในบทความชุดนี้ได้มาจากการค้นคว้าร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เสียด้วยซ้ำ ผู้เขียนไม่ใช่พวกต่อต้านเทคโนโลยี และไม่เชื่อว่าการหยุดพัฒนาคือคำตอบที่ดีที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่าคำตอบคือการเข้าใจสิ่งที่เรากำลังสร้าง ซึ่งนั่นเป็นคนละเรื่องกัน และยากกว่ามาก

บทความชุดนี้ไม่ใช่คำทำนายวันสิ้นโลก ผลลัพธ์แบบสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นเลิศแบบยูโทเปียหรือเลวร้ายแบบมหาภัยล้างโลก มักเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดน้อยที่สุดโดยธรรมชาติ สิ่งที่ผู้เขียนสนใจคือพื้นที่ตรงกลางขนาดใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น มันเงียบกว่า ค่อยเป็นค่อยไป กว่า แต่ลึกซึ้งกว่าที่ทั้งฝ่ายที่มองโลกในแง่ดีและฝ่ายที่ตื่นตระหนกมักจะสังเกตเห็น

และบทความชุดนี้ ไม่ใช่บทความกลาง ๆ แบบไร้จุดยืน มันมีมุมมองของตัวเอง และจะถูกถ่ายทอดอย่างซื่อตรงตามหนทางที่อาจจะพาไปยังที่ที่ผู้เขียนไม่คาดคิด และผู้เขียนจะระวังไม่ให้ตัวเองหลงไปกับข้อสรุปที่ดูเรียบง่ายเกินไป เพราะหัวข้อนี้ ไม่ได้เปิดโอกาสให้มีข้อสรุปที่เรียบง่าย อีกทั้งผู้เขียนยังเชื่อว่ามันน่าสนใจกว่าข้อสรุปแบบอื่นมาก

ว่าด้วยแหล่งที่มาและวิธีการ
บทความชุดนี้ตั้งอยู่บนฐานของงานวิจัย แต่ไม่ได้เป็นงานวิชาการอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะระบุที่มาของข้อมูลไว้ในเนื้อหา เพราะผู้เชื่ออย่างยิ่งว่าความคิดทุกอย่างควรมีที่มาและผู้อ่านควรมีโอกาสรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากไหน เพื่อจะได้ตามไปศึกษาเพิ่มเติมได้หากต้องการ

ศาสตร์ที่ผู้เขียนอ้างอิงมีหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยาวิวัฒนาการ มานุษยวิทยาการรับรู้ สังคมวิทยา ศาสนา ปรัชญาจิต ประวัติศาสตร์เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่กำลังเป็นกระแส ด้านความปลอดภัยและการจัดการปัญญาประดิษฐ์ ไม่มีศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงลำพังที่จะเพียงพอต่อคำถามที่เรากำลังตั้งขึ้น ผู้เขียนไม่อาจกล่าวได้ว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์เหล่านั้น เพียงแต่เป็นนักวิจัยที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอกกันเพื่อให้สามารถเข้าใกล้คำตอบของพวกเราได้

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังอาศัยสิ่งหนึ่งที่วงการวิชาการมักจะเชื่อถือ คือประสบการณ์และแนวคิดของผู้เขียนเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งพยายามใช้สติ ในช่วงเวลาที่เอื้อต่อสิ่งนั้นมันลดน้อยลงเรื่อย ๆ บางส่วนผู้เขียนก็นำสิ่งที่รู้จากการอ่านมาเขียน แต่บางส่วนก็เขียนเพียงเพราะรู้สึกถึงมัน

คุณเคยรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ไหม

● ความสบายใจแปลก ๆ จากการสนทนากับปัญญาประดิษฐ์ในยามที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่

● ความกังวลใจเมื่อระบบคาดเดาบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราได้อย่างถูกต้อง ทั้งที่เราไม่เคยบอกมัน

● อาการไม่สบายใจเมื่อเริ่มตระหนักได้ว่า เครื่องมือที่เราใช้ทุกวันเชื่อมโยงกับคำถามที่เราไม่เคยได้รับคำตอบ

ถ้าคุณเคยรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ บทความชุดนี้เขียนขึ้นเพื่อคุณ


สิ่งสุดท้ายก่อนที่เราจะเริ่มต้น

ผู้เขียนอยากย้อนกลับไปยังจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เราเคยผ่านจุดเปลี่ยนแบบนี้มาแล้ว เช่น เมื่อ Nicolaus Copernicus บอกว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล เราไม่ใช่จุดศูนย์กลางของการสรรค์สร้าง และจักรวาลไม่ได้ถูกจัดวางขึ้นมาเพื่อเรา หรือเมื่อ Charles Darwin บอกว่าร่างกายและจิตใจของเราเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการเดียวกันกับการสร้างอะมีบาและแมลง การค้นพบเหล่านี้เกิดผลกระทบทางจิตใจอย่างมาก และต้องใช้เวลาหลายศตวรรษกว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจกันอย่างแท้จริง ซึ่งส่งผลต่อความหมาย ศีลธรรม และความเข้าใจตนเองของมนุษย์จนถึงทุกวันนี้

ช่วงเวลาเหล่านั้นพรากบางอย่างไปจากเรา แต่ในขณะเดียวกันก็มอบบางอย่างกลับมาเช่นเดียวกัน ซึ่งคือภาพของความเป็นจริงที่แม่นยำยิ่งขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป ก็กลายมาเป็นบรรทัดฐานและชุดความรู้สำหรับการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้

สิ่งที่กำลังจะมาถึงในครั้งนี้ อาจเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ Copernicus และ Darwin อธิบายจักรวาลอย่างที่มันเป็น แต่สิ่งที่เรากำลังสร้างในตอนนี้นั้น คือสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน มันไม่ใช่การค้นพบ แต่คือการสร้างขึ้น เราไม่ได้กำลังค้นพบว่า เราพิเศษน้อยกว่าที่คิด แต่เรากำลังสร้างบางสิ่ง ที่อาจมีความสามารถมากกว่าเรา

คำถามที่ว่าสิ่งนั้นจะส่งผลกระทบต่อเรายังคงเปิดกว้าง ทั้งต่อความหมายของชีวิต ต่อการใช้ชีวิตร่วมกันของมนุษย์ และต่อความต้องการทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้งและเก่าแก่ที่สุดของเรา และความเปิดกว้างนี้ ไม่ใช่เหตุผลของความสิ้นหวัง มันคือโอกาสให้เรา เตรียมตัว และเรียนรู้เกี่ยวกับพลวัตของมนุษย์ และโลกของเรา


#TheSingularityGod #ปัญญาประดิษฐ์ #AI #ภาวะเอกฐาน #Singularity #จิตวิญญาณมนุษย์ #คำถามแห่งยุคสมัย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

en_US