HomePressBlogความลับจากพี่ HR องค์กรสายเทค : สมัครฝึกงานอย่างไรให้HR ไม่กล้าปัดตก (ตอนที่ 1)

ความลับจากพี่ HR องค์กรสายเทค : สมัครฝึกงานอย่างไรให้HR ไม่กล้าปัดตก (ตอนที่ 1)


Benjawan Saeong (พี่นิ่ม)
Usa A. Thalakorn (พี่โอ๋)
ทีมพัฒนาองค์กร (Team People and Culture )


ก่อนอื่นต้องบอกว่าหลาย ๆ ครั้ง ไม่ใช่เพราะน้อง ๆ ไม่เก่ง แต่เพราะน้อง ๆ ยังไม่รู้ว่า พวกเราชาว HR อ่านใบสมัครอย่างไร บทความนี้พี่ ๆ จะมาบอกเคล็ดลับจากมุมมองของคนอ่านใบสมัครจริง ๆ  เตรียมหยิบสมุดปากกาขึ้นมาจดได้เลยค่ะ

1. เริ่มคิดเรื่องฝึกงานตั้งแต่ปี 1

อาจจะฟังดูโอเวอร์ไปนิด แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าใครวางแผนก่อนคนนั้นได้เปรียบนะคะ สิ่งที่พี่ๆ HR กังวลไม่ใช่ GPA น้อย แต่คือใบสมัครที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เราเข้าใจว่าน้อง ๆ ยังเป็นนิสิต นักศึกษา ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน แต่เราก็อยากเห็นประสบการณ์ด้านอื่นๆ เช่น

งาน Project หรือ Assignment ที่ดีที่สุดที่เราได้ทำระหว่างเรียน

การเข้าร่วมแข่งขัน Competition/Kaggle/Hackathon ลงแข่งเพื่อได้ประสบการณ์และหลักฐานว่าน้อง ๆ “ทำจริง” ไม่ใช่แค่เรียนในห้อง

กิจกรรมชมรม ถ้าเคยเป็น Lead หรือรับผิดชอบอะไรบางอย่าง อยากให้น้องระบุผลลัพธ์ที่ชัดเจนด้วย

Freelance หรือ โปรเจ็คส่วนตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็น App, Bot หรือสิ่งที่เราพัฒนาขึ้นมาขึ้นมาใช้เองก็นับเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์เพราะได้ลงมือทำจริง

ความลับพี่ HR : เราเคยเห็นใบสมัครน้องที่มี GPA 4.00 แต่ไม่มีอะไรนอกจากเกรด กับน้องที่ GPA 2.5 แต่มี GitHub ที่ active มี Project จริง สุดท้ายคนที่ผ่านสัมภาษณ์คือน้องที่นำเสนอประสบการณ์ได้ชัดเจน

2. ทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทที่สมัคร

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้พี่ HR รู้สึก “เสียดายแทน” คือการที่ผู้สมัครส่งใบสมัครมา แต่ไม่รู้ว่าบริษัทนี้ทำอะไร หรือรู้แค่ผิวเผินว่า “เป็นบริษัทเทค” การทำการบ้านรู้จักองค์กรก่อน ไม่ใช่แค่มารยาท แต่เป็นสิ่งที่ทำให้น้องๆ เขียน Resume และ Email ได้ดีขึ้นค่ะ อย่าลืมว่าพี่ๆ อ่านอีเมล์สมัครงานมาเยอะ ใคร copy-paste มา บอกเลยว่า “ตาวิเศษเห็นนะ” (ใครเข้าใจมุกนี้ แปลว่าไม่เด็กแล้ว ฮาาา)

ตัวอย่างความแตกต่าง

น้องนักศึกษา A.

“ประทับใจในวัฒนธรรมองค์กรและอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาบริษัท”

น้องนักศึกษา B.

“สนใจระบบป้องกันการแฮ็ค Home Cameras จากบทความของบริษัทที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ เพราะ Home Security เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด อยากเรียนรู้และร่วมมือพัฒนาเรื่องนี้”

ความลับพี่ HR : สิ่งที่ควรรู้ก่อนกดปุ่ม “Submit” คือ Product/Service หลักของบริษัท ข่าว/Milestone ล่าสุด  CultureและValues ขององค์กร ลองใช้ทักษะ “นักสืบโซเชียล” ค้นข้อมูลเหล่านี้ ตอบโจทย์ตรงจุดแน่นอนค่ะ

3.  Resume ที่ทำให้พี่ HR เห็นแล้วอยากโทรหาทันที

พี่ๆ HR มีเวลาจำกัดมาก ไม่มีเวลาตีความว่า “น้องน่าจะทำได้” นอกเหนือจากโครงสร้าง Resume ที่ดี มีช่องทางติดต่อ ประวัติการศึกษา ทักษะ และรางวัลที่เคยได้รับแล้ว การเขียนประสบการณ์ให้ “ถูกเลือก” แทนการ “ถูกปัด” ก็สำคัญสุดๆ

ตัวอย่างการเขียนประสบการณ์ให้ถูกวิธี

✖️ มีความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูล 

✔️  วิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย 12 เดือน ด้วย Python (Pandas, Matplotlib) เพื่อหา pattern การซื้อซ้ำ 

✖️ เป็นประธานชมรม

✔️ บริหารทีม 12 คนในชมรม IT จัดงาน Tech Talk มีผู้เข้าร่วมเฉลี่ย 200+ คน ประสานงานกับ sponsor ภายนอก 5 บริษัท

ความลับพี่ HR : สูตรง่ายๆ ในการเขียน คือ ทำอะไร → ด้วยอะไร → เพื่ออะไร → ผลลัพธ์คืออะไร ไม่ต้องยาว แต่อ่านแล้วเห็นภาพว่าทำจริง ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎี

4. เขียน Email ใครว่าไม่สำคัญ

Email คือด่านแรกสุด ก่อนที่พี่ HR จะกดเปิดไฟล์แนบ เป็น “First Impression” ก็ว่าได้ การเขียนอีเมลที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ภาษาหรู แต่เขียนให้เห็นความตั้งใจ ความชัดเจน และความสุภาพค่ะ

ตัวอย่าง Email ที่ดี

เรียน คุณ [ชื่อ] / ฝ่ายสรรหาบุคลากร  

ผม/ดิฉัน [ชื่อ-นามสกุล] นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  มหาวิทยาลัย [ชื่อมหาวิทยาลัย] มีความสนใจสมัครในตำแหน่ง Software Engineering Intern ช่วงเดือน มิถุนายน–สิงหาคม 2569

ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้พัฒนา [ระบุสิ่งที่ทำ เช่น: Web App ด้วย React, โมเดล ML สำหรับ classification] และ Project [ชื่อ Project] ที่ [บอกผลลัพธ์สั้นๆ] ซึ่งคิดว่าสอดคล้องกับงานที่บริษัทกำลังพัฒนา  

ทั้งนี้ ขอนำส่ง Resume และ Portfolio (GitHub: [link]) ตามเอกสารที่แนบ เพื่อประกอบการพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

 [ชื่อ-นามสกุล] 

[เบอร์โทรศัพท์] | [อีเมล]

ความลับพี่ HR : Checklist ก่อนกด Send

1. Subject line ชัดเจน ระบุตำแหน่ง ชื่อ และช่วงเวลาที่ต้องการ

2. นำเรียนให้ถูกต้อง ถ้าไม่รู้ชื่อ HR ให้เขียนว่า เรียน “ทีมสรรหาบุคลากร” หรือในกรณีเขียนอีเมล์ภาษาอังกฤษให้ใช้ว่า “To Whom It May Concern”

3. ตรวจ Attachment แนบไฟล์จริงๆ ก่อนกด Send (เชื่อพี่ๆ เถอะว่าเราเจอบ่อยมากที่ลืมแนบไฟล์มา)

4. ตั้งชื่อไฟล์ให้ดี เช่น Resume_ชื่อ_นามสกุล.pdf 

5. อ่านทวนก่อนส่ง เช็ค typo ชื่อบริษัท และตรวจว่าไม่ได้ copy-paste ชื่อบริษัทอื่นมา (ข้อนี้ก็เจอบ่อย ฮาาา)

6. ใช้อีเมลที่ professional เช่น firstname.lastname@promail.com ไม่ใช่ cutegirl2879@funnymail.com เป็นต้น

5. พี่ HR โทรหาแล้ว เราจะพูดยังไงดี

ในที่สุดพี่ HR ก็โทรหาเราแล้ว เก่งมากค่ะ น้องมาถูกทางแล้ว แต่ระวังอย่าเผลอความประทับใจแรกผ่านการโทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว การรับโทรศัพท์ก็คือการสัมภาษณ์ย่อๆ นะคะ ป่ะ ไปเตรียมตัวกัน

1. จัดระเบียบรายชื่อบริษัทที่สมัครไว้

ทำ spreadsheet เล็กๆ: ชื่อบริษัท / ตำแหน่ง / วันที่สมัคร เพื่อให้รู้ทันทีเมื่อมีสายเข้า

2. รับสายอย่างมั่นใจ

พูดชัดๆ ว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ [ชื่อ] พูดครับ/ค่ะ” แทนที่จะพูดแค่ “ฮัลโหล”

3. ถ้าไม่พร้อมจริงๆ ขอโทรกลับ

ดีกว่าการรับสายแล้วฟังไม่ชัด พูดว่า “ตอนนี้อยู่ในที่ไม่ค่อยสะดวก ขอโทรกลับได้ใน 5–10 นาทีได้ไหมครับ/ค่ะ?” แล้วโทรกลับทันที

4. จดข้อมูลจากการโทร

จดชื่อ HR, วันเวลานัด, และสิ่งที่ต้องเตรียม แล้วทวนซ้ำก่อนวางสาย: “รบกวนทวนข้อมูลนิดนึงนะครับ เป็นวันพุธที่ 14 เวลา 10 โมงใช่ไหมครับ?”

5. ส่ง Email ยืนยันหลังวางสาย

ไม่จำเป็นต้องทำค่ะ แต่ถ้าทำ อาจจะได้คะแนนพิเศษ แสดงให้เห็นถึงความ professional และความใส่ใจ


ความลับพี่ HR : ใบสมัครจะบอกเล่าตัวตนน้องได้ดีที่สุด พี่ๆ HR ไม่ได้มองหาคนสมบูรณ์แบบ เรามองหาคนที่ตั้งใจ เตรียมตัวมา และสื่อสารได้ว่าตัวเองเป็นใครและอยากเรียนรู้อะไร เพียงเท่านี้น้องๆ ก็จะได้รับการติดต่อกลับแน่นอนค่ะ

สำหรับในตอนต่อไป เราจะมาบอกเคล็ดลับในการเตรียมตัวสัมภาษณ์กับพี่ๆ HR และทีมพี่ๆ ที่อาจจะมาเป็น “พี่เลี้ยง” ของเราในอนาคตค่ะ ติดตามเพจ Security Pitch ไว้น้า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

en_US